Accessibility Tools

A A A

messenger  facebook  youtube

Google Translate Widget by Infofru

Author Site Reviewresults

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชุมคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี พร้อมทั้งติดตาม กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีใหม่ ที่ไม่ปรากฎในร่างแผน PDP 2024

 

วันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 10.00 น.

นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 1/2567 ที่ศูนย์ส่งเสริมสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้แทนภาคี 3 ฝ่าย ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และ ผู้แทนภาคประชาสังคม เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้มีการรายงานความคืบหน้าโครงการรื้อถอนโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี เดิม และสรุปผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งรื้อถอนแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 และได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบตามสรุปผลดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการรายงานถึงประเด็น แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีใหม่ ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานีเดิม ตามแผน PDP 2018 REV แต่กลับไม่ได้อยู่ในร่างแผน PDP 2024 และ นายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงพื้นที่ติดตามข้อมูลเรื่องดังกล่าว และรับหนังสือข้อเรียกร้อง จากสหภาพแรงงาน กฟผ. และ ตัวแทนองค์การบริการส่วนตำบลทั้ง 6 แห่ง ของอำเภอพุนพิน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีการให้ข้อมูลว่า แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ จะเกิดขึ้นที่ภาคกลาง เนื่องจากมีระบบสายส่งขนาด 500KV และ 230 KV รวม 4 วงจรที่จะส่งไฟฟ้ามายังภาคใต้ ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ และโรงไฟฟ้าในภาคกลางจะใช้แหล่งเชื้อเพลิงผ่านท่อก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในพื้นที่ มองว่า หากตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ที่สุราษฎร์ธานี และใช้เชื้อเพลิงจากอ่าวไทย จะมีความมั่นคงมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้สั่งการให้ที่ประชุม สรุปข้อมูลในเรื่องดังกล่าว พร้อมเหตุผลความจำเป็น เพื่อเสนอเป็นความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ของความมั่นคงทางไฟฟ้า และการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 9/2567


วันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายนันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการให้ความช่วยเหลือประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 9/2567 เพื่อพิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือของประชาชน ในกรณีมาขอรับเงินกองทุนยุติธรรมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จำนวน 3 ราย และเวลา 14.00 น. เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 9/2567 ซึ่งรับพิจารณาคำขอรับเงินเยียวยาค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา จำนวน 26 ราย
ในการนี้มี นายเชิดชาย ช่วงเสน ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการฯ คณะอนุกรรมการฯและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการประชุมการขับเคลื่อนมาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่สู่ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี


วันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 9.30 น. ณ ห้องประชุมเมืองคนดี ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายนันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในการประชุมการขับเคลื่อนมาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่สู่ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีการติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรการองค์กรการสวมหมวกนิรภัย
รวมทั้งแนวทางการสร้างมาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนน การสวมหมวกนิรภัย 100% ระดับพื้นที่ศูนย์ราชการตามกรอบแนวทางการขับเคลื่อน พร้อมกำหนดแนวทางวิธีการและรูปแบบการจัดทำสื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อประกาศให้บุคคลในพื้นที่ศูนย์ราชการและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ รับทราบต่อไป

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำส่วนราชการ ประชาชน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 300,000 ตัว ลงใน แม่น้ำตาปี พื้นที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2567 พร้อมชวนกันบริโภคปลาหมอคางดำ เพื่อลดการระบาดในธรรมชาติ


วันที่ 10 กันยายน 2567 เวลา 09.00 น. ที่ริมแม่น้ำตาปี บริเวณท่าน้ำ ทรส.เทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โครงการร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแม่น้ำตาปี เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2567 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี หน่วยงานสังกัดกรมประมง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี และเทศบาลเมืองท่าข้าม ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ตลอดจน ประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีการปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดประมาณ 400,000 ตัว ประกอบด้วย ปลากดเหลือง 100,000 ตัว และปลากินพืช 300,000 ตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฎร์ธานี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ อนุรักษ์ฟื้นฟู เพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ ให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอชน ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ สร้างแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดอาชีพด้านการประมงเพิ่มพูนรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
นอกจากนี้ สำนักงานประมงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังได้จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำ ที่กำหลังระบาดอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ขณะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการพบปลาหมอคางดำแล้ว ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าชนะ และ อำเภอไชยา บริเวณคลองปากน้ำ ชายฝั่งทะเล พร้อมทั้ง นำเมนู ปลาหมอคางดำแดดเดียว ปลาหมอคางดำทอดเกลือ มาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมชิม ซึ่งทุกคนต่างพุดเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติดี ไม่คาว โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เชิญชวนให้ชาวสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะพื้นที่ ที่พบปลาหมอคางดำ ให้ช่วยกับจับมาประกอบอาหาร เพื่อลดปริมาณในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ด้าน นายนพดล จินดาพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฎร์ธานี ยังให้ข้อมูลว่า ปลาหมอคางดำบริโภคได้ ปลอดภัย แต่ด้วยลักษณะทางพันธุกรรม ที่ตัวไม่ใหญ่มาก กินอาหารได้หลากหลาย และทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อม สภาพความเค็ม รวมถึง ขยายพันธุ์รวดเร็วด้วยการออกใข่ และตัวผู้จะอมไว้ในปากก่อนฟักเป็นตัว จึงปลอดภัยจากนักล่า ดังนั้น กรมประมงจึงได้ประกาศกำหนดพื้นที่การระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งหากมีการครอบครองปลาหมอคางดำแบบมีชีวิต นอกเขตการระบาด จะมีโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากพบว่า มีการนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ จะมีโทษปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

Copyright © 2021  www.suratthani.go.th

AChecker accessibility checker compliance: WCAG 2.0 (Level AAA) Valid CSS!